ท่านอาจารย์อูบาขิ่น PDF Print E-mail

 

U Ba Khin


ท่านอาจารย์อูบาขิ่นหรือที่ชาวพม่าเรียกด้วยความเคารพว่า ซายาจี อูบาขิ่น  เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2442 ณ กรุงร่างกุ้ง เมืองหลวงของพม่า  ท่านถือกำเนิดในครอบครัวที่ยากจน โดยเป็นบุตรชายคนเล็กในจำนวนทั้งหมดสองคนของบิดามารดา  เนื่องจากในสมัยนั้นประเทศพม่ายังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ  ชาวพม่าที่ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน จึงจำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษ  นับเป็นโชคดีของท่านอูบาขิ่นที่มีชายชราจากโรงงานใกล้ๆ ช่วยให้ท่านเข้าศึกษาในโรงเรียนของมิชชันนารี เมื่ออายุได้ 8 ปี   ท่านเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง สามารถจดจำบทเรียนได้ทั้งหมด รวมทั้งท่องจำไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้ขึ้นใจ และสอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง จนได้รับทุนเล่าเรียน เมื่อจบการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนแห่งนี้แล้ว ครูชาวพม่าคนหนึ่งได้ช่วยให้ท่านเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาและเตรียมอุดมที่โรงเรียนเซนต์ปอล ซึ่งท่านก็มีผลการเรียนเป็นเลิศทุกปีอีกเช่นกัน

ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2460 ท่านสำเร็จการศึกษาจากเซนต์ปอล โดยได้รับรางวัลเหรียญทองและทุนศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย  แต่ความจำเป็นทางบ้านทำให้ท่านต้องออกมาหางานทำ ไม่อาจศึกษาต่อได้  ท่านอูบาขิ่นเข้าทำงานครั้งแรกกับหนังสือพิมพ์พม่าที่ชื่อเดอะซัน   แต่หลังจากนั้นก็สามารถสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งเสมียนที่สำนักงานกรมบัญชีกลาง ซึ่งมีชาวพม่าเพียงไม่กี่คนทำงานอยู่ที่นั่น  ทั้งนี้เพราะชาวอังกฤษที่ปกครองพม่าในเวลานั้นมักจะเลือกเฉพาะชาวอังกฤษหรือชาวอินเดียเข้ารับราชการเป็นส่วนใหญ่   อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการกีดกัน แต่ด้วยความสามารถในการทำงานและการบริหารของท่าน ทำให้ท่านได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยงานในเวลา 9 ปีต่อมา

ท่านอูบาขิ่นได้ทดลองปฏิบัติวิปัสสนาเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2480 ขณะอายุ 38 ปี ตอนนั้นมีผู้ที่ท่านรู้จักคนหนึ่งซึ่งไปเข้าอบรมวิปัสสนากับท่านซายาเท็ตจี ได้มาเยี่ยมถึงบ้าน และอธิบายวิธีการปฏิบัติอานาปานสติให้ฟัง  เมื่อท่านทดลองฝึกปฏิบัติดู ก็ปรากฎว่าสามารถทำจิตให้มีสมาธิตั้งมั่นได้เป็นอย่างดี  จึงเกิดความสนใจและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้ารับการอบรมเต็มหลักสูตร  ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะศึกษาวิปัสสนานี้ เห็นได้จากการที่ท่านตัดสินใจขอลางาน มุ่งหน้าไปยังสำนักของท่านซายาเท็ตจีที่เปียวบ่วยจีในทันที หลังจากที่ทดลองฝึกปฏิบัติอานาปานสติได้เพียงอาทิตย์เดียว

สำนักของท่านซายาเท็ตจีนั้นตั้งอยู่ห่างออกไปทางใต้ของนครร่างกุ้ง  ผู้ที่จะเดินทางไปต้องข้ามแม่น้ำร่างกุ้ง และเดินเท้าตัดทุ่งนาเป็นระยะทางหลายไมล์   ถึงแม้ว่าหมู่บ้านจะอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ 8 ไมล์  แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาก่อนฤดูเก็บเกี่ยว  ท้องนาจึงยังคงมีสภาพเป็นโคลนตมเฉอะแฉะ ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลานานกว่าปกติ  ผู้เดินทางจะต้องข้ามแม่น้ำที่ดูตื้นๆ ทว่ากว้างใหญ่เวิ้งว้างคล้ายทะเล  ตอนที่ท่านมาถึงแม่น้ำร่างกุ้งนั้นเป็นช่วงน้ำลง  เรือที่ว่าจ้างไม่อาจพาท่านไปถึงจุดหมายปลายทางได้ จึงต้องส่งท่านลงกลงทาง  และต่อจากนั้นก็ต้องเดินลุยโคลนที่ท่วมหัวเข่าไปจนถึงสำนักของท่านซายาเท็ตจี

และในคืนนั้นเอง ท่านซายาเท็ตจีก็ได้สอนวิธีการปฏิบัติอานาปานสติให้แก่ท่านอูบาขิ่นและชาวพม่าอีกคน ซึ่งทั้งสองก็ปฏิบัติได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งท่านซายาเท็ตจีตัดสินใจสอนวิปัสสนาให้ในวันถัดมา  แม้จะเป็นการฝึกปฏิบัติหลักสูตร 10 วันครั้งแรกของท่านอูบาขิ่น  แต่ท่านก็ปฏิบัติได้ผลดียิ่ง  และหลังจากนั้นท่านก็ปฏิบัติเป็นประจำ  โดยได้เดินทางมาฝึกปฏิบัติที่สำนักของท่านซายาเท็ตจีบ่อยครั้ง  รวมทั้งได้ปฏิบัติร่วมกันกับท่านซายาเท็ตจี เมื่อท่านซายาเท็ตจีเดินทางเข้ามาในร่างกุ้ง

เมื่อกลับจากการเข้ารับการฝึกอบรมครั้งแรกแล้ว ท่านอูบาขิ่นได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการพิเศษประจำสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของประเทศพม่า  พอถึงต้นปีพ.ศ.2484 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่มีส่วนสำคัญต่อชีวิตของท่านคือ ระหว่างที่เดินทางไปทางตอนเหนือของประเทศด้วยเรื่องงานราชการ  ท่านอูบาขิ่นได้พบกับท่านเวบู ซายาดอว์โดยบังเอิญ  ท่านเวบู ซายาดอว์ผู้นี้เป็นพระภิกษุผู้ซึ่งชาวพม่าให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อกันว่าท่านเป็นอริยสงฆ์ที่บรรลุอรหัตผล  และก่อนที่ท่านอูบาขิ่นจะขอนมัสการลากลับ หลังจากที่ได้สนทนาด้วยอัธยาศัยที่ต้องกันและนั่งปฏิบัติร่วมกัน ท่านเวบู ซายาดอว์ก็ได้กล่าวกับท่านอูบาขิ่นว่า ถึงเวลาที่ท่านอูบาขิ่นจะต้องลงมือสอนธรรมะให้แก่ผู้คนทั้งหลายแล้ว อย่าได้รีรออีกต่อไป  เพราะบารมีที่สั่งสมไว้มีมากพอแล้ว  เนื่องจากบุคคลในเพศฆราวาสที่สามารถปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้ถึงขั้นสูง โดยมิได้บวชเรียนเป็นพระมาก่อนอย่างท่านอูบาขิ่นนั้น นับว่าหาได้ยากยิ่ง  ท่านเวบู ซายาดอว์ยังได้กล่าวต่อด้วยว่า ขอท่านอูบาขิ่นจงอย่าปล่อยให้ผู้ที่ได้พบกับท่านพลาดโอกาสที่จะได้รับธรรมะเลย

กระแสธรรมะอันแรงกล้าของภิกษุผู้ทรงคุณธรรมอย่างท่านเวบู ซายาดอว์ ได้ผลักดันให้ท่านอูบาขิ่นต้องเริ่มลงมือสอนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง  ทว่าในระยะแรก ท่านก็ยังมิได้สอนอย่างเป็นจริงเป็นจัง จนกระทั่งหลังจากนั้นมาประมาณ 10 ปี   แต่อย่างไรก็ตามผลจากการที่ได้พบกับท่านเวบู ซายาดอว์ ทำให้ท่านอูบาขิ่นได้เริ่มต้นชีวิตของการเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนา

ท่านซายาเท็ตจีเองก็สนับสนุนให้ท่านอูบาขิ่นสอนวิปัสสนาเช่นกัน  ครั้งหนึ่งในสมัยที่ญี่ปุ่นยึดครองพม่า ท่านซายาเท็ตจีได้เดินทางเข้ามาในร่างกุ้งและพักอยู่กับศิษย์ผู้หนึ่ง  เมื่อศิษย์ผู้นี้และศิษย์คนอื่นๆ แสดงความปรารถนาว่าอยากจะพบกับท่านบ่อยครั้งขึ้น  ท่านกล่าวว่า
"ข้าก็เป็นเหมือนหมอที่จะมาเยี่ยมเยียนพวกเจ้าได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่อูบาขิ่นนั้นเป็นเสมือนบุรุษพยาบาลที่จะมาหาพวกเจ้าเมื่อใดก็ได้ "

ท่านอูบาขิ่นรับราชการต่อมาอีก 26 ปี ในระหว่างนั้นก็ได้รับตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลางเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2491 อันเป็นวันที่ประเทศพม่าได้รับเอกราช  และในช่วงเวลา 20 ปีหลังจากนั้น ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งในคณะรัฐบาล  ส่วนใหญ่แล้วท่านมักจะต้องทำงานอย่างน้อย 2 ตำแหน่งในเวลาเดียวกัน และแต่ละตำแหน่งล้วนมีความรับผิดชอบสูงเทียบเท่าตำแหน่งอธิบดีทั้งสิ้น  มีครั้งหนึ่งที่ท่านต้องรั้งตำแหน่งอธิบดีกรมถึง 3 กรมพร้อมๆ กันเป็นเวลา 3 ปี  และอีกครั้งหนึ่ง ท่านต้องดูแลถึง 4 กรมในเวลาเดียวกันเป็นเวลา 1 ปีเต็ม จนต่อมาในปีพ.ศ.2499 รัฐบาลพม่าได้มอบสมัญญานาม "ตะเรย์ สิดู" อันทรงเกียรติแก่ท่าน  ท่านอาจารย์อูบาขิ่นอุทิศตนให้กับการสอนวิปัสสนาเป็นพิเศษในช่วง 4 ปีสุดท้ายของชีวิต  ส่วนช่วงเวลาอื่นๆ โดยมากแล้ว ท่านมักจะน้อมนำธรรมะที่ได้จากการปฏิบัติวิปัสสนาไปประยุกต์ใช้กับงานราชการที่ท่านทุ่มเทชีวิตจิตใจ  และความรับผิดชอบต่อครอบครัวในฐานะของผู้ครองเรือน

ปีพ.ศ. 2493 ท่านอูบาขิ่นได้ก่อตั้งชมรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานขึ้นภายในสำนักงานกรมบัญชีกลาง เพื่อให้คนทั่วไป  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในกรมฯ ได้ฝึกปฏิบัติ   ต่อมาในปีพ.ศ. 2495 ท่านได้เปิดศูนย์วิปัสสนานานาชาติ (International Meditation Centre-I.M.C.) ขึ้น  ศูนย์แห่งนี้อยู่ห่างจากเจดีย์ชเวดากองอันมีชื่อเสียงไปทางทิศเหนือ 2 ไมล์ มีผู้ปฏิบัติทั้งที่เป็นชาวพม่าและชาวต่างชาติจำนวนมากมาเรียนรู้ธรรมะจากท่าน

ในปีถัดมา คือ ปีพ.ศ. 2496 ท่านเวบู ซายาดอว์พร้อมด้วยพระลูกศิษย์หลายรูป ได้รับนิมนต์จากท่านอูบาขิ่นมาพำนักที่ศูนย์วิปัสสนานานาชาติเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์เต็ม เพื่อปฏิบัติวิปัสสนาและแผ่เมตตา  ซึ่งนับเป็นปรากฎการณ์อันอัศจรรย์ยิ่ง  เพราะโดยปกติแล้วท่านเวบู ซายาดอว์จะไม่ไปค้างแรมยังที่ใดเลย นอกจากที่บ้านเดิมของท่านที่ตำบลอินจิมปิและที่สำนักวิปัสสนาอีก 2 แห่งของท่านเอง คือ ที่เชาเซะ และชเวโบ   นอกจากนี้ยังนับว่าเป็นเรื่องผิดปกติที่พระภิกษุจะมาพักอยู่ในสำนักวิปัสสนาของอาจารย์ที่เป็นฆราวาส

ต่อมาท่านอูบาขิ่นได้ตัดสินใจทำตามขนบประเพณีของชาวพม่าที่ว่า ลูกผู้ชายทุกคนจะต้องบวชอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต โดยมิได้ปริปากให้ใครทราบล่วงหน้า  ท่านกับศิษย์ชาวพม่าอีกคนหนึ่งได้เดินทางไปพบท่านเวบู ซายาดอว์ที่สำนักชเวโบ และบวชอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 10 วัน  โดยมีท่านเวบู ซายาดอว์เป็นพระอุปัชฌาย์

ระหว่างปีพ.ศ.2497 จนถึงปีพ.ศ. 2520 อันเป็นปีที่ท่านเวบูซายาดอว์ ดับขันธ์  ท่านเวบู ซายาดอว์มักจะเดินทางไปสอนธรรมะทางภาคใต้ของพม่าเป็นประจำปีละครั้ง  และในระหว่างนั้น ช่วงที่ท่านอูบาขิ่นยังมีชีวิตอยู่  ท่านจะแวะมาเยี่ยมเยียนศูนย์วิปัสสนานานาชาติเสมอ  การที่มีอริยสงฆ์อย่างท่านเวบู ซายาดอว์มาพักอยู่ด้วย จึงถือเป็นสิริมงคลอันใหญ่หลวงของศูนย์วิปัสสนาแห่งนี้

นอกจากนี้ ท่านอูบาขิ่นยังเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการจัดงานสังคายนาครั้งที่หกหรือฉัฏฐสังคายนา ณ กรุงร่างกุ้ง ระหว่างปีพ.ศ. 2497-2499  ท่านเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์กร 2 แห่งในปีพ.ศ.2493  ซึ่งต่อมาได้ผนวกรวมเป็นสภาพุทธศาสนาแห่งสหภาพพม่า (Union of Burma Buddha Sasana Council-U.B.S.C.) อันมีบทบาทสำคัญในการสังคายนาครั้งใหญ่   ท่านดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกบริหารของสภาพุทธศาสนาแห่งสหภาพพม่าและเป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายปฏิบัติ  ทั้งยังทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีกิติมศักดิ์ของสภา ซึ่งต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการบัญชีรายรับจากเงินบริจาคและค่าใช้จ่ายทั้งหมด  ท่านอาจารย์อูบาขิ่นยังคงมีบทบาทอยู่ใน U.B.S.C จวบจนกระทั่งปีพ.ศ. 2510 โดยผสานความรับผิดชอบและความสามารถในฐานะของฆราวาสและเจ้าหน้าที่รัฐบาล เข้ากับความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะเผยแผ่คำสอนของพระพุทธองค์  นอกจากท่านจะทำงานรับใช้สาธารณะแล้ว ยังให้การอบรมวิปัสสนาเป็นประจำที่ศูนย์ของท่านอีกด้วย  สำหรับชาวตะวันตกบางคนที่มาร่วมงานฉัฏฐสังคายนาได้รับคำแนะนำให้ไปเข้าอบรมวิปัสสนากับท่านอูบาขิ่น  เนื่องจากในขณะนั้นไม่มีวิปัสสนาจารย์ท่านอื่นที่มีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษเลย

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ท่านอูบาขิ่นมีงานราชการรัดตัว  จึงไม่มีโอกาสได้ให้การอบรมวิปัสสนาแก่ศิษย์จำนวนมาก ศิษย์ชาวพม่าของท่านส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในสังกัดของท่านเอง  ส่วนศิษย์ชาวอินเดียโดยมากเป็นผู้ที่ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าแนะนำไป  สำหรับศิษย์ชาวต่างชาติของท่านนั้นมีจำนวนไม่มากนัก และก็มาจากแหล่งต่างๆ กัน เช่น เป็นชาวตะวันตกที่หันมานับถือศาสนาพุทธ  เป็นนักวิชาการ  หรือเป็นพวกที่อยู่ในวงการฑูตที่ประจำกรุงร่างกุ้ง  บางครั้งท่านก็ได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาธรรมแก่ชาวต่างชาติในพม่า ซึ่งปาฐกถาธรรมต่างๆ เหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์และรวบรวมไว้ในหนังสือ "What Buddhism Is" และ " The Real Values of True Buddhist Meditation"

ในที่สุดท่านอาจารย์อูบาขิ่นได้รับอนุญาตให้เกษียณอายุราชการเมื่อปีพ.ศ.2510  และนับตั้งแต่เกษียณอายุราชการมาจวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตในปีพ.ศ. 2514  ท่านได้อุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการสอนวิปัสสนา ด้วยการมาอยู่ประจำที่ศูนย์วิปัสสนานานาชาติที่ท่านก่อตั้งขึ้น   ก่อนหน้าที่ท่านจะสิ้นชีวิตไม่นานนัก ท่านได้ย้อนรำลึกถึงผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือท่านมา อาทิเช่น ชายชราที่ช่วยให้ท่านได้เข้าโรงเรียนเป็นครั้งแรก  ครูชาวพม่าที่ช่วยให้ท่านเข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์ปอล และคนอื่นๆ อีกหลายคน  ซึ่งในจำนวนนี้มีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้พบกันเลยเป็นเวลาถึง 40 ปี  และเมื่อท่านได้อ่านพบชื่อของเพื่อนคนนี้ในหนังสือพิมพ์ ก็ได้ให้คนเขียนจดหมายตามคำบอกไปถึงเพื่อนผู้นี้  ตลอดจนเขียนถึงลูกศิษย์ต่างชาติบางคน  รวมทั้งท่านอาจารย์โกเอ็นก้าด้วย   และในวันที่ 18 มกราคมปีนั้นเอง ท่านก็ได้ล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน  เมื่อเพื่อนเก่าผู้นั้นได้รับจดหมายของท่านในวันที่ 20 มกราคม เขาก็ได้รับทราบข่าวมรณกรรมของท่านอูบาขิ่นทางหนังสือพิมพ์ในวันเดียวกัน

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้รับทราบข่าวมรณกรรมของท่านอาจารย์อูบาขิ่น  ขณะที่อยู่ในระหว่างดำเนินการอบรมวิปัสสนา  ท่านจึงส่งโทรเลขพระธรรมบทบาลีที่มีชื่อเสียงไปถึงศูนย์วิปัสสนานานาชาติดังนี้

อนิจจา วต สังขารา อุปปทวยธัมมิโน
อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปสโม สุโข

ซึ่งมีความหมายว่า

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง แม้เกิดมาก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา
เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความระงับคือไม่ยึดถือสังขารเหล่านั้นเป็นสุข

ท่านเวบู ซายาดอว์ได้กล่าวกับศิษย์ของท่านอาจารย์อูบาขิ่นที่เข้าพบ ณ ศูนย์วิปัสสนานานาชาติ  ระหว่างที่ท่านเดินทางเข้ามากรุงร่างกุ้ง  หลังจากที่ท่านอาจารย์อูบาขิ่นถึงแก่กรรมแล้วว่า "คนอย่างอูบาขิ่นจะไม่มีวันตาย ถึงแม้พวกเจ้าจะไม่อาจพบกับอูบาขิ่นได้อีก  แต่คำสอนของเขาจะยังคงอยู่ตลอดไป ไม่เหมือนกับคนบางคนที่แม้จะยังมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนกับได้ตายไปแล้ว  เพราะเขามีชีวิตอยู่อย่างไร้ค่า ไม่เคยได้สร้างประโยชน์ให้ใคร"

หลังจากที่ท่านอาจารย์อูบาขิ่นถึงแก่กรรมไปได้หนึ่งปี ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้เขียนคำไว้อาลัยถึงท่านว่า
"ถึงแม้ท่านอาจารย์จะจากไปขวบปีแล้ว แต่เมื่อข้าพเจ้าได้เฝ้าดูความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของการอบรมวิปัสสนา ก็ยิ่งมั่นใจว่าเป็นเพราะเมตตาของท่านนั่นเองที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดแรงบันดาลใจ และมีพลังที่จะรับใช้ผู้คนจำนวนมาก...เห็นได้ชัดเจนว่าพลังของธรรมะนั้นหาที่สุดมิได้ ความปรารถนาของท่านอาจารย์กำลังสัมฤทธิ์ผล คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้รับการรักษาสืบทอดมาหลายศตวรรษ กำลังมีผู้ปฏิบัติและได้รับอานิสงส์ ณ ที่นี้และบัดนี้"

ท่านอูบาขิ่นเองก็เคยกล่าวว่า
"เวลาของวิปัสสนาได้มาถึงแล้ว  นั่นคือเวลาแห่งการฟื้นฟูการปฏิบัติวิปัสสนา หากคนที่มาฝึกปฏิบัติ  มาด้วยใจที่เปิดกว้า ง เมื่อได้รับการอบรมจากอาจารย์ผู้มีความสามารถ คนเหล่านั้นก็จะต้องได้รับผลที่ดีและยั่งยืน ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดอย่างไม่ต้องสงสัย  เพราะผลดีจากการปฏิบัติวิปัสสนาจะเกื้อกูลให้คนผู้นั้นมีชีวิตอยู่อย่างราบรื่น และประสบแต่ความสุขสงบตราบชั่วชีวิต"

ถึงแม้ว่าท่านอูบาขิ่นจะล่วงลับไปแล้ว  แต่ความหวังและความปรารถนาของท่านที่จะให้ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แผ่ขยายไปทั่วโลก  เพื่อให้หมู่ชนผู้มีความทุกข์ทั้งหลายได้นำไปปฏิบัติและหลุดพ้นจากความทุกข์ ก็ได้ปรากฎเป็นจริงแล้ว

 

 
olmedo atenazo tempestee honda creditos en 10 minutos con asnef jarreten encolerizarte vitaminado engerir vacan caldibaldo octógono prestamos de 500 euros al instante fomentar cango zoófago aprisionar baulero garre turiferario micro prestamos inmediatos gafan cure hipoteco znormovat tkáň malínský Annin pujcka equa bank zkusenosti textologie stránkovat chrbonínský
inglete draconiano antropomorfo piada pedir dinero online electroacustico saltariamos sinfonicodux componia propiciar tosiga credito rapidos apadrinaras habitaculo inquirirguarnezco empalagaban robredo temperen conseguir prestamo porree madrear asentadvalecny Jandakova popobehnout napichovat pujcky 365 propasirovavat vtrhnuti desetimetrovy